top of page

ผลการค้นหา

Search this site

พบ 46 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา

  • การเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะปฏิบัติงานติดตั้งนั่งร้านบนตึกสูง

    การทำงานบนที่สูง โดยเฉพาะการติดตั้งนั่งร้านบนตึกสูง เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นขณะปฏิบัติงาน ความเสี่ยงยิ่งทวีคูณ ดังนั้น การเตรียมตัวรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ทั้งในด้านการวางแผนล่วงหน้า การปฏิบัติตัวขณะเกิดเหตุ และการตรวจสอบความปลอดภัยหลังเหตุการณ์สงบลง การเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขณะปฏิบัติงานติดตั้งนั่งร้านบนตึกสูงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องมีมาตรการป้องกันและแผนฉุกเฉินที่รัดกุม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ  ได้แก่ ก่อนเกิดแผ่นดินไหว ขณะเกิดแผ่นดินไหว และหลังเกิดแผ่นดินไหว  ดังนี้ 1. ก่อนเกิดแผ่นดินไหว (การเตรียมความพร้อม) ก่อนเกิดแผ่นดินไหว การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุด ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินและเส้นทางอพยพ รวมถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวโดยตรง นั่งร้านที่ติดตั้งต้องได้รับการตรวจสอบให้มั่นใจว่ามีความแข็งแรง ยึดแน่นกับโครงสร้างหลักของอาคาร และสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ หากมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก เช่น สายรัดนิรภัย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสวมใส่ตลอดเวลาที่ทำงานบนที่สูง นอกจากนี้ จุดรวมพลและอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ชุดปฐมพยาบาล ควรถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อความพร้อมในกรณีฉุกเฉิน 2. ขณะเกิดแผ่นดินไหว (การรับมือทันที) เมื่อต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวขณะปฏิบัติงานบนตึกสูง สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและป้องกันการตกจากที่สูง หากไม่สามารถอพยพลงมาได้ทันที ควรจับยึดโครงสร้างที่มั่นคงที่สุด และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่มากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงจากแรงเหวี่ยงของแผ่นดินไหว หากมีเครื่องมือหรือวัสดุที่อาจตกลงมา ควรป้องกันศีรษะโดยใช้หมวกนิรภัย และหมั่นสังเกตรอบตัวอยู่เสมอ ในกรณีที่มีโอกาสอพยพ ควรใช้บันไดหรือเส้นทางลงที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์หรืออุปกรณ์ยกของเพราะอาจเกิดการขัดข้องและเป็นอันตรายเพิ่มเติม 3. หลังเกิดแผ่นดินไหว (การฟื้นฟูและตรวจสอบความปลอดภัย) หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวผ่านพ้นไป ไม่ควรกลับเข้าปฏิบัติงานทันทีจนกว่าจะมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด โครงสร้างของนั่งร้านและอาคารต้องได้รับการประเมินว่ามีความมั่นคงพอที่จะรองรับการทำงานต่อไปหรือไม่ หากพบรอยร้าวหรือความเสียหายที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ควรแจ้งผู้มีอำนาจเพื่อทำการแก้ไขก่อนเริ่มงานอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารจากเจ้าหน้าที่เพื่อเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกหรือคำเตือนอื่น ๆ ที่อาจตามมา หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ควรรีบให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและนำส่งสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด การเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องทำงานบนที่สูง การมีสติ รู้วิธีปฏิบัติตัว และปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดอันตรายและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook:  SAENGSAI CONSTRUCTION CO.,LTD. https://www.facebook.com/SSCx10s ID Line Official:  @sscx10s https://lin.ee/CQia0D5 Email:   Saengsai.ssc@gmail.com   Website:   http://WWW.SAENGSAI-SSC.COM/ TEL.:  088-9909516, 082-2393993

  • การติดตั้งงานบีม (Beam Work)

    การติดตั้งงานบีม (Beam Work) เพื่อเป็นฐานรองรับน้ำหนักของนั่งร้านและใช้สำหรับการแบ่งพื้นที่ในการทำงานของโครงการ นอกจากนี้ยังใช้บีมยังช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงานได้มากขึ้น เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • รู้หรือไม่❓ นั่งร้านไม้ไผ่มีโอกาสเสี่ยงอันตรายสูง❗️ นั่งร้านไม้ไม่ปลอดภัย❗

    เมื่อก่อนสมัยที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนา หากมีการก่อสร้างตึกและอาคาร เราจะมักใช้นั่งร้านเพื่อเป็นโครงสร้างชั่วคราวเพื่อให้ง่ายต่อการก่อสร้าง นั่งร้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อสร้างบ้าน ตึก และอาคาร สมัยก่อนนั่งร้านส่วนใหญ่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่ เพราะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและราคาไม่สูงนักทำให้มีการใช้นั่งร้านที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่สืบต่อกันมาในวงการก่อสร้างอย่างยาวนาน ตัวอย่างนั่งร้านไม้ไผ่ที่ประกอบเป็นนั่งร้าน เนื่องจากนั่งร้านที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่นั้นเป็นพืชซึ่งมีไฟเบอร์ เส้นใย เป็นส่วนประกอบหลัก ด้วยโครงสร้างเหล่านี้ทำให้หักหรือแตกได้ง่าย อายุการใช้งานสั้น ไม่เหมาะกับงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ นอกจากนั่งร้านไม้หรือนั่งร้านไม้ไผ่มีอายุการใช้งานที่สั้นแล้ว ยังมีการสึกกร่อน ผุ ของนั่งร้านได้ง่ายด้วย ปัจจัยที่ทำให้นั่งร้านไม้หรือนั่งร้านไม้ไผ่เกิดการผุพัง สึกกร่อนนั้น สาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย เช่น สัตว์ แมลงกัดแทะ สภาพอากาศ อายุการใช้งาน เป็นต้น นอกจากนี้นั่งร้านไม้หรือนั่งร้านไม้ไผ่ยังมีน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน ความยาวไม่เท่ากันทำให้การเคลื่อนย้ายไม่สะดวก โครงสร้างของไม้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเนื้อเยื้อที่เป็นเซลลูโลสและเส้นใส ข้อเสียเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้างหากนำนั่งร้านไม้หรือนั่งร้านไม้ไผ่ที่ไม่ได้คุณภาพมาใช้งาน นั่งร้านถล่มเนื่องจากอายุการใช้งานของนั่งร้านมากเกินไปหรือการยึดต่อนั่งร้านไม่แน่นพอ ตึกถล่มเนื่องจากนั่งร้านรับน้ำหนักโครงสร้างอาคารไม่ได้ คนงานตกจากนั่งร้านเนื่องจากการออกแบบนั่งร้านที่ไม่ได้มาตรฐานหรือระยะการยึดเกี่ยวนั่งร้านกว้างเกินไปหรือขาดความเสถียรของตัวนั่งร้าน และผลเสียอื่น ๆ เป็นต้น ตัวอย่างข่าวเกิดอุบัติเหตุจากนั่งร้าน ปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น นั่งร้านจึงถูกพัฒนาขึ้นและออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา ลดการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้าง ลดโอกาสที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นั่งร้านได้ถูกพัฒนาจากไม้มาเป็นเหล็กซึ่งเป็นวัสดุที่มีโครงสร้างที่แข็งแรงมากกว่าไม้ - มีความแข็งแรงมากขึ้น - มีความคงทนต่อสภาพอากาศและสัตว์มากขึ้น - มีความปลอดภัยมากขึ้น - มีโครงสร้างที่มั่นคงและเสถียรภาพมากขึ้น - มีน้ำหนักและขนาดที่เท่ากันทำให้การเคลื่อนย้ายได้สะดวก - การติดตั้งไม่กินเนื้อที่ ตัวอย่างนั่งร้านปัจจุบัน (นั่งร้านประเภทลิ่มล็อค-ขาเดียว) " นั่งร้านที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่นั้นเป็นพืชซึ่งมีไฟเบอร์ เส้นใย เป็นส่วนประกอบหลัก ด้วยโครงสร้างเหล่านี้ทำให้หักหรือแตกได้ง่าย อายุการใช้งานสั้น ไม่เหมาะกับงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ " เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SAENGSAI CONSTRUCTION CO.,LTD. https://www.facebook.com/SSCx10s ID Line Official: @sscx10s https://lin.ee/CQia0D5 Email: Saengsai.ssc@gmail.com Website: http://WWW.SAENGSAI-SSC.COM/ Tell: 095-7480111, 082-2393993, 088-9903516

  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE)

    อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) หมายถึง อุปกรณ์สำหรับผู้ปฏิบัติงานสวมใส่ขณะทำงานเพื่อป้องกันอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพและสิ่งแวดล้อมการทำงาน เช่น เสียงดัง แสง สารเคมี ความร้อน การตกจากที่สูง วัสดุกระเด็นเข้าตา วัสดุหล่นกระแทก หรือทับ เป็นต้น การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีการป้องกัน อันตรายจากการทำงาน ซึ่งโดยทั่วไปจะยึดหลักการป้องกัน ควบคุมสิ่งแวดล้อมการทำงานก่อนโดยการแก้ไขปรับปรุงทางวิศวกรรม การกั้นแยกไม่ให้ปะปนกับสิ่งอื่น หรือการใช้เซฟการ์ดแบบต่าง ๆ หรือการที่จะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เปลี่ยนกรรมวิธีการทำงาน ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงนำวิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลมาชประกอบด้วย เพื่อช่วยป้องกันอวัยวะของร่างกายในส่วนที่ต้องสัมผัสงานมิให้ประสบอันตรายจากภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นขณะทำงานอยู่ได้ ตัวอย่างชุดยูนิฟอร์ม PPE ประเภทของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ได้แก่ อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot Protection Equipment) สวมใส่เพื่อป้องกันส่วนของเท้า นิ้วเท้า หน้าแข้ง ไม่ให้สัมผัสกับอันตรายจากการปฏิบัติงาน มีหลายชนิด ได้แก่ รองเท้านิรภัย (Safety Shoes) ชนิดหัวรองเท้าเป็นโลหะ สามารถรับน้ำหนักได้ 2,500 ปอนด์ และทนแรงกระแทกของวัตถุหนัก 50 ปอนด์ ที่ตกจากที่สูง 1 ฟุตได้ เหมาะสำหรับใช้ในงานก่อสร้าง อุตสาหกรรมอื่นๆ รองเท้าชนิดหุ้มข้อและเป็นฉนวนที่ดี ใช้สำหรับงานไฟฟ้าหรืองานที่อาจมีอันตรายจากการกระเด็นของเศษวัสดุหรือการระเบิดที่ไม่รุนแรงนัก วัสดุที่ใช้ทำจากยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ รองเท้าป้องกันสารเคมี ทำจากวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี เช่น ไวนิล นีโอพรีน ยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ แบ่งเป็นชนิดที่มีหัวโลหะ และไม่มีหัวโลหะ รองเท้าหุ้มแข้ง เป็นรองเท้าที่ออกแบบสำหรับป้องกันอันตรายจากการทำงานที่มีความร้อนจากการถลุงหรือหลอมโลหะ งานเชื่อมต่าง ๆ ซึ่งจะต้องไม่มีการเจาะตาไก่ร้อยเชือก เนื่องจากจะเป็นช่องทางให้โลหะที่หลอมเหลวกระเด็นหรือไหลเข้ารองเท้าได้ และจะต้องสวมใส่สะดวกและถอดได้ง่ายรวดเร็วในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน รองเท้าพื้นโลหะที่ยืดหยุ่นได้ ใช้สำหรับงานก่อสร้าง เพื่อป้องกันการกระแทก การกดทับ และของแหลมคมทิ่มตา แต่ต้องมั่นใจว่าการทำงานนั้นไม่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า รองเท้าพื้นไม้ เหมาะสำหรับการใช้งานในสถานที่ทำงานที่พื้นเปียกชื้นตลอดเวลาหรือมีความร้อน เช่น โรงงานผลิตเบียร์ และงานที่เกี่ยวกับการลาดยางแอสฟัลท์ อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection Equipment) สวมไว้เพื่อป้องกันศีรษะจากการถูกชนหรือกระแทก หรือวัตถุตกจากที่สูงกระทบต่อศีรษะ ได้แก่ หมวกนิรภัย มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีขอบหมวกโดยรอบ และชนิดที่มีเฉพาะกระบังด้านหน้า หมวกนิรภัยประกอบด้วย ตัวหมวก ทำมาจากพลาสติก โลหะ หรือ ไฟเบอร์กลาส สายพยุง ได้แก่ สายรัดศีรษะ และสายรัดด้านหลังศีรษะ ซึ่งสามารถปรับให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่ได้ด้วย สายรัดคาง คือ สายรัดใต้คางเพื่อให้กระชับยิ่งขึ้น แผ่นซับเหงื่อ ทำมาจากใยสังเคราะห์ใช้สำหรับซับเหงื่อและให้อากาศผ่านได้ นอกจากนั้นแล้วหมวกนิรภัยยังแบ่งออกตามคุณสมบัติของการใช้งานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ ประเภท A เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น งานก่อสร้าง งานอื่นเพื่อป้องกันวัตถุ หรือของแข็งหล่นกระแทกศีรษะ วัสดุที่ใช้ทำหมวกประเภทนี้เป็นพลาสติก หรือไฟเบอร์กลาส ประเภท B เหมาะสำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับสายไฟแรงสูง วัสดุที่ใช้ทำหมวกคือ วัสดุสังเคราะห์ประเภทพลาสติก และไฟเบอร์กลาส ประเภท C เหมาะสำหรับงานที่ต้องทำในบริเวณที่มีอากาศร้อน วัสดุทำจากโลหะ ไม่เหมาะใชักับงานเกี่ยวข้อง กับประแสไฟฟ้า ประเภท D เหมาะสำหรับงานดับเพลิง วัสดุที่ใช้ทำหมวก เป็นอุปกรณ์วัสดุสังเคราะห์ประเภทพลาสติก และไฟเบอร์กลาส อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและตา (Eye and face protection equipment) ช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จากวัตถุ สารเคมีกระเด็นเข้าตา ใบหน้า หรือป้องกันรังสีที่จะทำลายดวงตา แบ่งเป็น 1. แว่นตานิรภัย (Protective spectacles or glasses) มี 2 แบบ คือ แบบไม่มีกระบังข้าง เหมาะสำหรับใช้งานที่มีเศษโลหะ หรือวัตถุกระเด็นมาเฉพาะทางด้านหน้า แบบมีกระบังข้าง เหมาะสำหรับการใช้งานที่มีเศษโลหะ หรือวัตถุกระเด็นข้าง เลนส์ที่ใช้ทำแว่นตานิรภัย ต้องได้มาตรฐาน การทดสอบ ความต้านทาน แรงกระแทก 2. แว่นครอบตา (Goggles) เป็นอุปกรณ์ป้องกันตา ที่ปิดครอบตาไว้ มีหลายชนิด ได้แก่ safety-goggles แว่นครอบตาป้องกันวัตถุกระแทก เหมาะสำหรับงานสกัด งานเจียระไน แว่นครอบตาป้องกันสารเคมี เลนส์ของเว่นชนิดนี้ จะต้านทานต่อแรงกระแทก และสารเคมี แว่นครอบตาสำหรับงานเชื่อมป้องกันแสงจ้า รังสี ความร้อน และสะเก็ดไฟจากงานเชื่อโลหะ หรือตัดโลหะ 3. กระบังป้องกันใบหน้า (Face shield) เป็นวัสดุโค้งครอบใบหน้า เพื่อป้องกันอันตรายต่อใบหน้า และลำคอ จากการกระเด็น กระแทกของวัตถุ หรือสารเคมี 4. หน้ากากเชื่อม เป็นอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า และดวงตา ซึ่งใช้ในงานเชื่อม เพื่อป้องกันการกระเด็นของโลหะ ความร้อน แสงจ้า และรังสีจากการเชื่อม 5. ครอบป้องกันหน้า เป็นอุปกรณ์สวมปกคลุมศีรษะ ใบหน้า และคอ ลงมาถึงไหล่ และหน้าอก เพื่อป้องกันสารเคมี ฝุ่น ที่เป็นอันตราย ตัวครอบป้องกันหน้ามี 2 ส่วนคือ ตัวครอบ และเลนส์ ครอบป้องกันใบหน้า แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ครอบป้องกันหน้า ชนิดมีไส้กรองสารเคมี ครอบป้องกันหน้าชนิดไม่มีไส้กรองสารเคมี แต่จ่ายอากาศเข้าไปโดยใช้ท่ออากาศบางชนิด อาจมีหมวกนิรภัยติดมาด้วย เพื่อป้องกันอันตรายที่ศีรษะ อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear protection equipment) เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ เพื่อกันความดังของเสียงที่จะมากระทบต่อแก้วหู กระดูกหู เพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อระบบการได้ยิน แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ 1. ที่อุดหู (Ear plug) เป็นวัสดุที่ทำมาจากยางพลาสติกอ่อน ขี้ผึ้ง และฝ้าย หรือสาลี ที่ผู้ผลิตออกแบบให้มีขนาดพอเหมาะกับรูหู เพื่อให้สามารถป้องกันเสียงซึ่งจะแตกต่างกันออกไปทั้งชนิดอุดหูทั้งสองข้างจะป้องกันเสียงได้ดีกว่าชนิดที่ใช้ชั่วคราว ที่อาจจะทำจากสำลี ฝ้าย จะช่วยป้องกันเสียงได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีชนิดที่ทำมาจากวัสดุประเภทไฟเบอร์กลาสก็จะป้องกันเสียงได้ดี เช่นกัน แต่มีข้อเสียคือจะแข็งเมื่อใช้จะทาให้เกิดการระคายเคืองกับผิวของหูได้ ดังนั้นในการเลือกใช้วัสดุป้องกันเสียงแบบอุดหู จึงควรเลือกชนิดที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน เหมาะสมกับแต่ละคนและสามารถถอดทาความสะอาดได้ง่าย ซึ่งในวัสดุแต่ละชนิดนั้นจะช่วยลดความดังของเสียงที่แตกต่างกันดังนี้ สำลีหรือฝ้ายธรรมดาช่วยลดความดังของเสียงได้ 8 เดซิเบล อะคริลิค (acrylic) จะช่วยลดความดังได้ 18 เดซิเบล ใยแก้ว ช่วยลดความดังของเสียงได้ 20 เดซิเบล ยางซิลิโคน (silicon rubber) ช่วยลดความดังได้ 15-30 เดซิเบล ยางอ่อนและยางแข็ง ช่วยลดความดังของเสียงได้ 18-25 เดซิเบล 2. ที่ครอบหู (Ear muff) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันเสียงดังที่เป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของหู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายหูฟัง ที่ใช้ครอบใบหูทั้งสองข้าง โดยมีก้านโค้งครอบศีรษะและใช้วัสดุที่มีความนุ่มหุ้มทับ ส่วนตัวครอบหูนั้นมีการออกแบบให้แตกต่างกันตามลักษณะของการใช้งาน ซึ่งจะประกอบด้วยวัสดุป้องกันเสียง (acoustic) อยู่ภายในที่ครอบหู ส่วนตัวรองรอบนอกนั้นอาจจะบุด้วยโฟม พลาสติก ยางหรือบรรจุของเหลวไว้ เพื่อช่วยดูดซับเสียง ทาให้พลังงานของเสียงลดลง ในบางชนิดยังมีการออกแบบใช้สำหรับงานที่ต้องมีการสื่อสารกันโดยการติดเครื่องมือสื่อสาร หรือโทรศัพท์ภายในที่ครอบหูด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับส่วนงานอื่นได้โดยสะดวก ที่ครอบหูแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ชนิดที่ใช้กับงานหนักความดังเสียงมากจะช่วยลดความดังได้ประมาณ 40 เดซิเบล และชนิดปานกลางจะช่วยลดความดังได้ประมาณ 35 เดซิเบล ชนิดใช้ในงานเบาจะช่วยลดความดังได้ประมาณ 30 เดซิเบล ส่วนชนิดที่ช่วยดูดซับและลดพลังงานของเสียงลงได้มากกว่าคือชนิดที่บรรจุของเหลวในตัวรองรอบนอก อุปกรณ์ป้องกันการหายใจ (Respiratory protection equipment) เป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกันอันตราย จากมลพิษเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางปอด ซึ่งเกิดจากการหายใจเอามลพิษ เช่น อนุภาคก๊าซ และไอระเหยที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ หรือเกิดจากปริมาณออกซิเจนในอาการไม่เพียงพอ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1. ประเภทที่ทำให้อากาศปราศจากมลพิษ ก่อนที่จะเข้าสู่ทางเดินหายใจ (Air purifying devices) ได้แก่ หน้ากากกรองอนุภาค ทำหน้าที่กรองอนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ ซึ่งได้แก่ ฝุ่น ควัน ไอระเหย ก๊าซ ส่วนประกอบที่สำคัญของหน้ากากกรองอนุภาค ได้แก่ 1. ส่วนหน้ากาก มีหลายขนาด เช่น ขนาด ¼ หน้า ขนาด ½ หน้า หรือขนาดเต็มหน้า 2. ส่วนกรองอากาศ ประกอบด้วยวัสดุกรองอากาศ (Filter) ที่นิยมใช้มี 3 ลักษณะ คือ ชนิดเป็นแผ่น ทำจากเส้นใยอัด ให้มีความพอเหมาะ สำหรับกรองอนุภาค โดยให้มีประสิทธิภาพการกรองอากาศสูงสุด และแรงต้านทานต่อการหายใจเข้าน้อยที่สุด ชนิดที่วัสดุกรองอากาศถูกบรรจุอยู่ในตลับแบบหลวมๆ เหมาะสำหรับกรองฝุ่น ชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยนำวัสดุกรองอากาศ ที่มีลักษณะเป็นแผ่นบางมาพับขึ้นลง ให้เป็นจีบบรรจุในตลับ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิว สำหรับอนุภาคที่จะไปเกาะ และลดแรงต้านการหายใจ 3. สายรัดศีรษะ ซึ่งสามารถปรับได้ตามต้องการ เพื่อให้กระชับกับหน้าผู้สวมใส่อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีหน้ากากกรองอนุภาค ชนิดใช้แล้วทิ้ง ส่วนประกอบของหน้ากาก คือ หน้ากาก และวัสดุกรองจะรวมไปชิ้นเดียวกัน ส่วนบนของหน้ากากมีแผ่นโลหะอ่อน ซึ่งสามารถปรับให้โค้งงอได้ ตามแนวสันจมูก เพื่อช่วยให้หน้ากากแนบกับใบหน้าผู้สวมใส่ 1. หน้ากากกรองก๊าซไอระเหย ทำหน้าที่กรองก๊าซ และไอระเหย ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ 2. ส่วนประกอบที่สำคัญของหน้ากากกรองก๊าซ และไอระเหย คือ ส่วนหน้ากาก และสายรัดศีรษะ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนกรองอากาศ เป็นตลับ หรือกระป๋องบรรจุสารเคมี ซึ่งเป็นตัวจับมลพิษโดยการดูดซับ หรือทำปฏิกิริยากับมลพิษ ทำให้อากาศที่ผ่านตลับกรองสะอาด ปราศจากมลพิษ ส่วนกรองอากาศนี้สามารถใช้ได้เฉพาะสำหรับก๊าซ หรือไอระเหย แต่ละประเภทตามที่ระบุไว้เท่านั้น เช่น ส่วนกรองอากาศที่ใช้กรองก๊าซแอมโมเนีย จะสามารถป้องกันเฉพาะก๊าซแอมโมเนียเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันมลพิษชนิดอื่นได้ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่จะใช้หน้ากากกรองก๊าซ และไอระเหย ควรเลือกซื้อ และหรือเลือกใช้ให้เหมาะสม กับชนิดของมลพิษที่จะป้องกัน ตามที่ American National Standard ได้กำหนดมาตรฐาน (ANSI K 13.1-1973) 2. ประเภทที่ส่งอากาศจากภายนอกเข้าไปในหน้ากาก (Atmosphere – supplying respirator) เป็นอุปกรณ์ป้องกันทางหายใจ ชนิดที่ต้องมีอุปกรณ์ส่งอากาศ หรือออกซิเจนให้กับผู้สวมใส่โดยเฉพาะ แบ่งเป็น ชนิดที่แหล่งส่งอากาศติดที่ตัวผู้สวม (Self-contained breathing apparatus หรือที่เรียกว่า SCBA) ผู้สวมจะพกเอาแหล่งส่งอากาศ หรือถังออกซิเจนไปกับตัว ซึ่งสามารถใช้ได้นานถึง 4 ชั่วโมง ส่วนประกอบของอุปกรณ์นี้ ประกอบด้วยถังอากาศ สายรัดติดกับผู้สวม เครื่องควบคุมความดัน และการไหลของอากาศ จากถังไปยังหน้ากาก ท่ออากาศ และหน้าชนิดเต็มหน้า หลักการทำงานของอุปกรณ์นี้ มี 2 แบบ คือ แบบวงจรปิด หลักการคือ ลมหายใจออกจะผ่านเข้าไปในสารดูดซับ เพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วกลับเข้าไปในภาชนะบรรจุออกซิเจนเหลว หรือออกซิเจนแข็ง หรือสารสร้างออกซิเจน แล้วกลับเข้าสู่หน้ากากอีกครั้ง แบบวงจรเปิด หลักการคือ ลมหายใจออกจะถูกปล่อยออกไปไม่หมุนเวียน กลับมาใช้อีก อากาศที่หายใจเข้าแต่ละครั้ง มาจากถังบรรจุออกซิเจน ชนิดที่ส่งอากาศไปตามท่อ (Supplied air respirator) แหล่งหรือถังเก็บอากาศจะอยู่ห่างออกไปจามตัวผู้สวม อากาศจะถูกส่งมาตามท่อเข้าสู่หน้ากาก อุปกรณ์ป้องกันลำตัว (Body Protection Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่เพื่อป้องกันอันตราย จากการกระเด็นหกรดของสารเคมี การทำงานในที่มีความร้อนสูง หรือมีสะเก็ดลูกไฟ เป็นต้น ชุดป้องกันสารเคมี ทำจากวัสดุที่ทนต่อสารเคมี เช่น โพลีเมอร์ ใยสังเคราะห์ Polyester และเคลือบด้วย polymer ชุดป้องกันสารเคมีมีหลายแบบ เช่น ผ้ากันเปื้อน ป้องกันเฉพาะลำตัว และขา เสื้อคลุมป้องกันลำตัว แขน และขา เป็นต้น ชุดป้องกันความร้อน ทำจากวัสดุที่สามารถทนความร้อน โดยใช้งานที่มีอุณหภูมิสูง ถึง 2000ºF เช่น ผ้าที่ทอจากเส้นใยแข็ง (glass fiber fabric) เคลือบผิวด้านนอกด้วยอลูมิเนียม เพื่อสะท้อนรังสีความร้อน หรือทำจากหนัง เพื่อใช้ป้องกันความร้อน และการกระเด็นของโลหะที่ร้อน ชุดป้องกันการติดไฟ จากประกายไฟ เปลวไฟ ลูกไฟ วัสดุจากฝ้าย ชุบด้วยสารป้องกันการติดไฟ เสื้อคลุมตะกั่ว เป็นเสื้อคลุมที่มีชั้นตะกั่วฉาบผิว วัสดุทำจากผ้าใยแก้วฉาบตะกั่ว หรือพลาสติกฉากตะกั่ว ผู้ปฏิบัติงานสวมใส่ขณะทำงาน เพื่อป้องกันการสัมผัสรังสี อุปกรณ์ป้องกันมือ (Hand Protection Equipment) ในการปฏิบัติงานที่ต้องใช้ส่วนของมือ นิ้วมือ และแขน ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออันตรายจากการถูกวัตถุมีคม บาด ตัด การขูดขีดทาให้ผิวหนังถลอก การจับของร้อน หรือการใช้มือสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอื่น ๆ นั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน โดยใช้ถุงมือหรือเครื่องสวมเฉพาะนิ้วชนิดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับลักษณะของงานดังนี้ ถุงมือใยหิน ใช้สำหรับงานที่ต้องสัมผัสความร้อนเพื่อป้องกันมิให้มือได้รับอันตรายจากความร้อนหรือไหม้ ถุงมือใยโลหะ ใช้สำหรับงานที่เกี่ยวกับการใช้ของมีคม ในการหั่น ตัด หรือสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ที่แหลมคม หยาบมาก ถุงมือยาง ใช้สาหรับงานไฟฟ้า และถุงมือยางที่สวมทับด้วยถุงมือหนังชนิดยาว เพื่อป้องกันการถูกของมีคมบาดหรือทิ่มแทงทะลุ สาหรับใช้ในงานไฟฟ้าแรงสูง ถุงมือยางชนิดไวนีลหรือนีโอพรีน ใช้สำหรับงานที่ต้องสัมผัสสารเคมีชนิดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือซึมผ่านผิวหนังได้ ถุงมือหนังใช้สำหรับงานที่ต้องสัมผัสวัสดุที่หยาบ งานที่มีการขัดผิว การแกะสลัก หรืองานเชื่อมที่มีความร้อนต่ำ ถุงมือหนังเสริมใยเหล็ก ใช้สำหรับงานหลอมโลหะหรือถลุงโลหะ ถุงมือผ้าหรือเส้นใยทอ ใช้สำหรับงานที่ต้องหยิบจับวัสดุอุปกรณ์เบา ๆ เพื่อป้องกันมือจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ ถุงมือผ้าหรือใยทอเคลือบน้ำยา ใช้สาหรับงานที่ต้องสัมผัสสารเคมีโดยทั่วไป เช่น งานหีบห่อ งานบรรจุกระป๋อง หรืออุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์ป้องกันมือ นิ้วมือ และแขน สำหรับใช้กับงานที่มีลักษณะเฉพาะด้านอื่น ๆ เช่น หนังหุ้มมือหรือเบาะรองมือใช้พันมือและแขน สำหรับงานที่ต้องสัมผัสความร้อนหรืองานที่มีสะเก็ดของร้อนกระเด็นกระทบมือและแขนได้ อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง (Falling Protection Equipment) ใช้สำหรับการทำงานบนที่สูง เช่น งานก่อสร้าง งานทำความสะอาด งานไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง ได้แก่ เข็มขัดนิรภัย ประกอบด้วยตัวเข็มขัด และเชือกนิรภัย ตัวเข็มขัด ทำด้วยหนังเส้นใยจากฝ้าย และใยสังเคราะห์ ได้แก่ ไนลอน สายรัดตัวนิรภัย หรือสายพยุงตัว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานที่เสี่ยงภัย ทำงานในที่สูง ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนตัว ขณะทำงานได้ หรือช่วยพยุงตัวให้สามารถทำงานได้ ในที่ไม่มีจุดยึดเกาะตัวในขณะทำงาน ทำจากวัสดุประเภทเดียวกับเข็มขัดนิรภัย มี 3 แบบ คือ ชนิดคาดหน้าอก เอว และขา และชนิดแขวนตัว สายช่วยชีวิต เป็นเชือกที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคาร หรือส่วนที่มั่นคง เชือกนี้จะถูกต่อเข้ากับเชือกนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย หรือสายรัดตัวนิรภัย (สายพยุงตัว) ที่มา : FACTORY9001 เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SAENGSAI CONSTRUCTION CO.,LTD. https://www.facebook.com/SSCx10s ID Line Official: @sscx10s https://lin.ee/CQia0D5 Email: Saengsai.ssc@gmail.com Website: http://WWW.SAENGSAI-SSC.COM/ TEL.: 088-9909516, 082-2393993

  • นั่งร้านลิฟต์โดยสาร (Passenger Life Scaffolding)

    นั่งร้านลิฟต์โดยสาร (Passenger Lift Scaffolding) เป็นการตั้งนั่งร้านต่อเติม หรือการก่อสร้างในส่วนของลิฟต์ขนส่งโดยสารในตัวอาคาร เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านรับพื้นค้ำยัน (Post Tension Floor Scaffolding)

    นั่งร้านรับพื้นค้ำยัน (Post Tension Floor Scaffolding) เพื่อเป็นฐานรองรับการเทพื้นคอนกรีต หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของการก่อสร้างพื้น post tension คือ ระบบนั่งร้านและเสาค้ำยันชั่วคราว ซึ่งหน้าที่ของนั่งร้านคือรับน้ำหนักพื้นคอนกรีตขณะที่ยังไม่ได้ดึงลวดกับน้ำหนักบรรทุกจรที่เกิดขึ้นระหว่างก่อสร้าง เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านแบบแขวน (Hanging Scaffolding)

    นั่งร้านแบบแขวน (Hanging Scaffolding) เหมาะกับงานลักษณะพิเศษที่ไม่สามารถติดตั้งจากพื้นได้ เช่น งานรีโนเวทใต้สะพาน งานเปลี่ยนหลังคา งานเปลี่ยนฝ้า เป็นต้น การติดตั้งนั่งร้านประเภทนี้เป็นการออกแบบพิเศษเฉพาะงาน โดยต้องเชื่อมยึดโครงนั่งร้านเข้ากับโครงสร้างหลัก เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านรองรับเครื่องจักร (Receiving Machinery Scaffolding)

    นั่งร้านรองรับเครื่องจักร (Receiving Machinery Scaffolding) เพื่อใช้เป็นฐานรองรับเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานของโครงการได้รวดเร็วขึ้น เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านสเตจ (Stage Scaffolding)

    นั่งร้านสเตจ (Stage Scaffolding) เหมาะกับงานที่ต้องการพื้นที่การทำงานมากแต่มีพื้นที่ในการติดตั้งนั่งร้านที่จำกัด เช่น การติดตั้งฝ้า การติดตั้งระบบไฟฟ้า การติดตั้งระบบสุขาภิบาล บริเวณห้องโถงที่มีความสูงขนาด 5 เมตร ขึ้นไป เป็นต้น เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านทาวเวอร์ (Tower Scaffolding)

    นั่งร้านทาวเวอร์ หรือ นั่งร้านยกพื้นอิสระแบบหอสูง (Tower Scaffolding) เหมาะสำหรับงานติดตั้งฝ้า การติดตั้งระบบไฟฟ้า การติดตั้งระบบสุขาภิบาล รวมถึงการตกแต่งผนัง ทาสีผนัง เป็นต้น นอกจากนี้ นั่งร้านประเภทนี้สามารถเคลื่อนย้ายไปตามบริเวณพื้นที่ทำงานได้ เหมาะสำหรับงานที่มีพื้นที่ขนาดกว้าง เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านสไลด์ (Slide Scaffolding)

    นั่งร้านสไลด์ (Slide Scaffolding) เป็นงานโพรเทคชั่น ที่เน้นป้องกันฝุ่นหรือสิ่งของร่วงออกจากตัวอาคาร ซึ่งเหมาะสำหรับงานที่เป็นตึกกระจกหรืออาคารแผงกระจกเคอร์เทนวอล เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

  • นั่งร้านขาเดี่ยว (Single leg - Protection Scaffolding)

    นั่งร้านขาเดี่ยว (Single leg Scaffolding) มีจุดเด่นตรงที่ ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายของโครงการ ลดต้นทุนการขนส่งนั่งร้านและสะตวกต่อการเคลื่อนย้ายอีกด้วย แต่เรื่องความปลอดภัยนั้นถือว่าเป็นรองกว่านั่งร้านโพรเทคชั่น แบบขาคู่ เรียบเรียงโดย : Suttirak Srilert เพยแพร่โดย: บริษัท แสงใส คอนสตรัคชั่น จำกัด (SSC)

bottom of page